‘เกษตรธรรมชาติ’…ปลูกผักไม่ขม

‘เกษตรธรรมชาติ’…ปลูกผักไม่ขม

Comments Off on ‘เกษตรธรรมชาติ’…ปลูกผักไม่ขม

รสชาติของผักส่วนใหญ่นั้นขมไม่อร่อย โดยเฉพาะกับเด็กแล้วต่อมรับรสของลิ้นมีความต้านทานความขมได้น้อยว่า ดังนั้นเมื่อมีอาหารจำนวนมากที่มีรสชาติดีกว่าผักจึงไม่สำคัญ แต่ผักคือปราการป้องกันโรคเอ็นซีดี หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ทั้งความดัน เบาหวาน มะเร็ง องค์การอนามัยโลกชี้ชัดแล้วว่าเมื่อบริโภคผักวันละ 400 กรัม จะช่วยป้องกันโรคดังกล่าวได้ แนวทางหนึ่งของการปลูกผักเพื่อให้รสขมบางลงได้ ใช้วิธีปลูกผักแบบเกษตรธรรมชาติ

‘ผักที่ปลูกแบบธรรมชาตินั้นจะสีเขียวอ่อนกว่าผักที่ใช้เคมี รสชาติอร่อยกว่าหวานกว่า เช่นกะหล่ำปลีที่เราปลูกไปลวกน้ำกินแล้วจะหวาน ผักเคมีนอก จากขมแล้วจะเหม็นเขียวด้วย เด็กได้ลองแล้วไม่อยากกิน บ้านเราบริโภคผักเพราะคิดถึงเรื่องความสวยมาก่อน” ประสิทธิ์ ชำนาญกิจ วิทยากรผู้ถ่ายทอดความรู้เกษตรธรรมชาติ จากมูลนิธิเอ็มโอเอไทย บอกเล่าในกิจกรรมที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดสร้างทัศนคติที่ดี และประสบการณ์ตรงในการบริโภคผัก ผลไม้ปลอดภัยอย่างน้อยวันละ 400 กรัม ให้กับสื่อมวลชน ที่มูลนิธิเอ็มโอเอไทย อ.เมือง จ.ลพบุรี ประสิทธิ์ บอกเล่า วิธีการปลูกผักแบบเกษตรธรรมชาติแบบฉบับของมูลนิธิว่า เน้นที่ดินก่อนใช้พืชปอเทืองมาบำรุงดิน ปลูกปอเทือง 60 วัน ไถกลบ เพราะรากปอเทืองมีโพรงที่สามารถดึงอาหารให้ กับต้นพืชได้จำนวนมาก หลังไถกลบแล้วยกแปลงปลูก สำหรับดินที่เคยผ่านเคมีมาก่อนต้องใช้เวลาเปลี่ยนสภาพดินถึง 3 ปี จึงจะได้ดินที่ปลูกผักได้งามโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ย หรือฮอร์โมนต่าง ๆ ให้ยุ่งยาก แค่รดน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ทั้งนี้ผักที่ปลูกต้องเหมาะกับฤดูกาลด้วยเช่น หน้าหนาวในพื้นที่ จ.ลพบุรี ปลูกกะหล่ำ หน้าร้อนปลูกถั่วฝักยาว หรือบวบ เป็นต้น อย่างไรก็ตามสภาพดินของแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยต่างกัน การปรับปรุงดิน เพื่อเอื้อต่อการปลูกพืชแต่ละชนิดย่อมต่างกัน. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth

About the author:

Back to Top